ความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย ภายใต้คำตัดสินยุบพรรคก้าวไกล
กองบรรณาธิการ E-Public Law
ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะได้มีคำวินิจฉัยที่สำคัญและสะท้อนต่อความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตยในประเทศไทย ผ่านการยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งและได้ที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งปีที่ผ่านมา
ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนสนับสนุนต่อข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการกับผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองในประเทศไทย โดยกำหนดให้ข้อเรียกร้องดังกล่าวอยู่ในนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงในการเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนและเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อเสนอของพรรคในการปฏิรูปความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และเป็นอาชญากรรม รวมถึงเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 เวลา 13.30 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้ออกนั่งบัลลังก์ ภายหลังจากได้ใช้เวลาในช่วงเช้าเพื่อประชุมปรึกษาคดี โดยรวบรวมความเห็นของตุลาการแต่ละคน และลงมติของคดี ตามคำร้องที่ 10/2567 ของคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล
ในคดีนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องโดยอ้างว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการอันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอาจเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย จากการหาเสียงเลือกตั้งโดยมีนโยบายปฏิรูปความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่ามีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ศาลวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองสามารถทำได้ใน 2 กรณี คือ 1) คณะกรรมการการเลือกตั้งมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” พรรคการเมืองกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย และ 2) เมื่อ “ปรากฏ” ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำผิด
ในคดีนี้ศาลพิจารณาแล้วว่า พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การยุบพรรคการเมืองต้องกระทำอย่างระมัดระวัง แต่หากมีพฤติการณ์ร้ายแรงขัดต่อกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญต้องสั่งยุบพรรคตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยพฤติกรรมของพรรคก้าวไกลมีลักษณะเป็นกระทำการล้มล้างการปกครองหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 กำหนดไว้
ศาลจึงมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง และศาลมีมติโดยเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง โดยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย (นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์) ที่เห็นแย้ง
นอกจากนี้ ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 เป็นเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งยุบพรรค ทั้งนี้ ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่พรรคก้าวไกลถูกยุบ
พรรคก้าวไกลหาเสียงว่าอะไร
ข้อเสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
- แก้ไขฐานความผิด กรณีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกจากหมวดความมั่นคงให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ แล้วกำหนดให้เฉพาะสำนักพระราชวังเป็นผู้มีสิทธิแจ้งความหรือร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงผู้เดียว
- กำหนดบทลงโทษใหม่ จากเดิมที่ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี เป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์)
- เพิ่มบทบัญญัติเรื่องเหตุยกเว้นความผิดและการยกเว้นโทษ กรณีการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ผลประหลาดทางกฎหมายในคำวินิจฉัยของศาล
คำวินิจฉัยยุบพรรคการก้าวไกลในครั้งนี้ไม่ได้สร้างผลเฉพาะทางการเมือง แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้สถาปนาข้อถกเถียงในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเอาไว้อีกเช่นเคย
ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยพฤติการณ์ของการใช้อำนาจในการแก้ไขกฎหมายตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง อันนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด ทั้งๆ ที่กระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงการเสนอกฎหมาย เช่นเดียวกันกับกฎหมายทั่วๆ ไป ที่หากร่างกฎหมายดังกล่าวได้เสนอแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยไม่เห็นด้วยก็สามารถโหวตลงมติคว่ำร่างฉบับดังกล่าวได้ การเสนอกฎหมายดังกล่าวจึงไม่น่าจะร้ายแรงอะไร
ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยพฤติการณ์อย่างไร
พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่เสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันมีเนื้อหาเป็นการลดทอนคุณค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งโดยการใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน ผู้ถูกร้องมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง อันนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด การกระทำของผู้ถูกร้องจึงเข้าลักษณะการกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกด้วย เมื่อพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย
– คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567
นอกจากนี้ คำวินิจฉัยครั้งนี้ยังได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอื่นๆ อีก ซึ่งเป็นผลมาจากการยืนยันสถานะของความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยความน่าสนใจนี้มี 5 ประการ คือ
ประการแรก ศาลรัฐธรรมนูญได้รับรองสถานะของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีสถานะเป็นจุดเชื่อมโยงกันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตย โดยมีค่าบังคับในระดับรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้จึงเป็นการสถาปนาคุณค่าของความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้มีสถานะเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ รวมถึงอาจมีสถานะเป็นบทบัญญัตินิรันดรที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ (เช่นเดียวกันกับบทบัญญัติในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2) รวมถึงในสายตาของนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์หรือด้านสังคมวิทยากฎหมาย อาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย
ประการที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันสถานะของการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าเป็นสิ่งที่อาจจะกระทำไม่ได้ หากการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นการลดทอนคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ลง ซึ่งเป็นการยืนยันสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยเอาไว้ใน คดีผู้ชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564) สิ่งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สังคมไทยจะทำอย่างไรกับความไม่ชัดเจนของมาตรา 112 ที่อาจจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพต่อไป
ประการที่สาม การสร้างขอบเขตของกติกาเกมการเมืองภายใต้ระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตย ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พรรคการเมืองไม่สามารถที่จะหาเสียงโดยมีการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้
ประการที่สี่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วางข้อจำกัดอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งกรณีนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้วางหลักการประหลาดที่กลายเป็นการตีความและทำให้เกิดความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยในคดีนี้ศาลได้วางหลักการว่า การใช้อำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขกฎหมายอาจจะเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในลักษณะเดียวกันกับที่เคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15 – 18/2556 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2557
ประการที่ห้า ศาลรัฐธรรมนูญได้พยายามสถาปนาหลักการที่อาจขัดต่อสิทธิมนุษยชนในการต่อสู้คดีอาญา โดยในคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวถึงการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไปเป็นนายประกันให้กับผู้ถูกกล่าวหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้นเป็นพฤติกรรมที่เหมือนเป็นการส่งเสริมให้เป็นการกระทำความผิด ซึ่งเป็นการวินิจฉัยคล้ายๆ กับที่ปรากฏในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ซึ่งเป็นเสมือนการพยายามอาศัยความคุมเครือเพื่อลงโทษบุคคล
ความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย
การยุบพรรคก้าวไกลในครั้งนี้ ไม่ใช่การยุบพรรคการเมืองครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เคยวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้นำมาสู่การก่อตั้งพรรคก้าวไกลในเวลาต่อมา
ความพ่ายแพ้สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า พรรคก้าวไกลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยมาจากคะแนนเสียง 14 ล้านเสียง แต่ความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตยที่แท้จริงคือ การถูกชวงชิงประเด็นทางการเมืองและทำให้กลายเป็นประเด็นทางกฎหมาย จากการเล่นแร่แปรคำของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดความร้าวราน
ดังกล่าวมาแล้วว่า ผลของคำวินิจฉัยนั้นได้สร้างผลประหลาดในทางทฤษฎีและหลักการของกฎหมายมหาชนอย่างสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันผลของคำวินิจฉัยก็ได้ทำให้ ระบอบประชาธิปไตย (อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) มีความไม่ชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตย
ตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในเชิงสัญลักษณ์และในนามของประชาชน (ตามรัฐธรรมนูญ) แต่การที่ศาลพยายามสร้างสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นตัวของรัฐ สิ่งนี้อาจทำให้สถานะความเป็นกลาง (neutral) ทางการเมืองของพระมหากษัตริย์หายไป และทำให้พื้นที่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ควรปลอดการเมือง กลายเป็นพื้นที่ทางการเมืองอย่างแท้จริง รวมถึงทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงเข้าสู่การเมือง
อีกประการหนึ่งที่บิดเบี้ยวก็คือ การที่พรรคการเมืองพยายามดำเนินนโยบายตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย โดยการหาเสียงเลือกตั้งและนำนโยบายการเลือกตั้งผลักดันผ่านการเสนอกฎหมายในรัฐสภา แต่การไม่สามารถที่จะเสนอกฎหมายในลักษณะดังกล่าวนั้นกลายเป็นการสะท้อนความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย ที่หลักการแบ่งแยกอำนาจถูกทำลายลงจากการก้าวล่วงขององค์กรตุลาการ
การยุบพรรคก้าวไกลในครั้งนี้ ได้กลายเป็นความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย แล้วสิ่งนี้อาจจะเป็นการเน้นย้ำว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำลังผลักดันสถานการณ์การเมืองไทยไปสู่ทางตันอีกขั้นหนึ่ง
ผู้สรุป: ทีมงาน E-Public Law
TAG
RELATED POSTS
Summaries – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย
สรุปโดย: พรพิมล เทพพิทักษ์สรุปโดย: พรพิมล เทพพิทักษ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดงานฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งการก่อตั้งพร้อมทั้งได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศไทย...
Review – กฎหมายสมัยอยุธยา
หนังสือ “กฎหมายสมัยอยุธยา” เป็นนำบทปาฐกถา เรื่องกฎหมาสมัยอยุธยา ของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ที่ได้แสดงไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2510 โดยปาฐกถานี้ของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายของประเทศไทย โดยเน้นไปที่กฎหมายของอาณาจักรอยุธยา ซึ่งหลายครั้งถูกอ้างว่าเป็นต้นแบบของกฎหมายไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น
Opinion – ประโยชน์และความท้าทายในการใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการทำให้มั่นใจว่าสิทธิความเป็นส่วนตัวจะได้รับความคุ้มครอง
ในขณะเดียวกันข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นธรรมเพื่อการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของประเทศไทยประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 แต่เพิ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 บทความนี้ได้นำเสนอถึงประโยชน์และความท้าทายที่ประเทศไทยเผชิญในสถานการณ์ที่กฎหมายเริ่มต้นใช้บังคับ



