Summaries – การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายในไทย: ข้ามให้พ้นจากนิติศาสตร์ทางเลือก
E-Public Law
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายในไทย: ข้ามให้พ้นจากนิติศาสตร์ทางเลือก เพื่อนำเสนอประเด็นความสำคัญของการศึกษาสังคมวิทยาของกฎหมายในประเทศไทยที่ควรจะมีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการศึกษาสังคมวิทยากฎหมายในประเทศไทย โดยเฉพาะในคณะนิติศาสตร์ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด ทีมงาน E-Public Law จึงได้สรุปประเด็นจากการเสวนามาดังนี้
ผศ. ดร. ธีทัต ชวิศจินดา คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สังคมวิทยากฎหมายเป็นที่รู้จักน้อยในการเรียนนิติศาสตร์ในประเทศไทย ในชั้นปริญญาตรีนักศึกษานิติศาสตร์จะได้รู้จักสังคมวิทยากฎหมายเป็นครั้งแรกผ่านการศึกษาในวิชานิติปรัชญาที่แบ่งนิติศาสตร์ออกเป็น 3 แขนง ได้แก่ นิติศาสตร์โดยแท้ นิติศาสตร์ในเชิงข้อเท็จจริง และนิติศาสตร์ในเชิงคุณค่า ซึ่งสังคมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานิติศาสตร์ในเชิงข้อเท็จจริง
ในการอธิบายสังคมวิทยากฎหมายจะประกอบไปด้วยคำจำนวนหนึ่งที่ใช้เรียก เช่น นิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา (sociological jurispruden) สังคมวิทยากฎหมาย (sociology of law) กฎหมายและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (law and society movement) และการศึกษากฎหมายกับสังคม (law and sociology studies) ซึ่งความเหมือนกันของกลุ่มการศึกษาดังกล่าวคือ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายที่มีต่อสังคม และการศึกษาผลของสังคมที่มีต่อกฎหมาย โดยผลสำคัญของการศึกษากฎหมายแบบนี้คือ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมที่แตกต่างจากการศึกษานิติศาสตร์โดยแท้ที่มองว่า กฎหมายเป็นเรื่องของกระบวนการทางนิติศาสตร์เท่านั้น แต่กฎหมายจำเป็นต้องสอดคล้องกับสภาวะของสังคมที่กฎหมายนั้นตั้งอยู่
จุดสำคัญของการศึกษาสังคมวิทยากฎหมายคือ การทำความเข้าใจบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางสังคม (social institutions) และสถาบันทางกฎหมาย (legal insitutions) โดยพยายามทำความเข้าใจกฎหมายที่ปรากฏอยู่ในสังคม
การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายมีลักษณะเป็นสหวิทยาการเช่นเดียวกันกับการศึกษากฎหมายควบคู่ไปกับศาสตร์อื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดการต่อเติมและเข้าถึงชุดความรู้ทางกฎหมายที่แตกต่างไปจากการศึกษากฎหมายตามขนบ (legal positivism)
นอกจากนี้ การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายจะมองกฎหมายในฐานะเครื่องมือ (law as a tools) ในการขับเคลื่อนหรือพัฒนาสังคม เพื่อตอบสนองการทำงานในเชิงนโยบาย (legal policy maker) ซึ่งการอธิบายในลักษณะดังกล่าวจะแตกต่างจากการศึกษาตามขนบ โดยพยายามมองกฎหมายในฐานะเป็นเหตุ (means) และผลลัพธ์ของสังคมที่มุ่งหมาย (ends)
การศึกษานิติศาสตร์ตามขนบที่มุ่งศึกษานิติศาสตร์แบบนิติศาสตร์โดยแท้ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำความเข้าใจนิติศาสตร์ในมุมมองอื่นๆ ซึ่งแม้ว่าจะมีการเริ่มต้นตั้งหลักการศึกษากฎหมายในลักษณะอื่นๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เมื่อ อมร จันทรสมบูรณ์ พยายามนำเสนอว่าการศึกษานิติศาสตร์ไทยหลงทางหรือไม่ แต่ก็ยังไม่มีการจัดการศึกษากฎหมายภายใต้กรอบองค์ความรู้อย่างเป็นกิจลักษณะ โดยในช่วงหลังอาจจะมีคณะนิติศาสตร์ที่เริ่มต้นศึกษากฎหมายในเชิงสังคมวิทยามากขึ้น
การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายอาจจะมีความแตกต่างกันระหว่างการศึกษาโดยนักนิติศาสตร์กับนักสังคมวิทยา เพราะการศึกษาโดยนักนิติศาสตร์อาจจะลงลึกในเชิงกฎหมายแต่ละเรื่อง ส่วนการศึกษาของนักสังคมวิทยาอาจจะศึกษาปัจจัยเชิงสังคมโดยเอากฎหมายมาเป็นวัตถุในการศึกษา ซึ่งถ้าหากเปลี่ยนไปสู่การศึกษาโดยใช้กรอบวิธีการคิดทางสังคมศาสตร์อื่นๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ก็จะทำให้วิธีการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป
ปัญหาของนักนิติศาสตร์ไทยที่อาจจะทำให้ไม่สามารถนำวิธีการศึกษากฎหมายในแนวสังคมวิทยามาใช้ได้ เพราะมีข้อจำกัดในเชิงวิธีการศึกษาหรือวิธีวิทยาในการทำความเข้าใจตัวบทกฎหมาย โดยวิธีการศึกษากฎหมายของนักนิติศาสตร์ไทยนิยมใช้การเปรียบเทียบอย่างจำกัดผ่านการแปลบทบัญญัติของกฎหมายต่างประเทศมาเพื่อทำการเปรียบเทียบในการทำรายงาน
จุดสำคัญของการศึกษานิติศาสตร์ในเชิงสังคมวิทยากฎหมายคือ การเปิดมุมมองในการศึกษากฎหมายให้กว้างขึ้นเพื่อทำความเข้าใจบริบทของสังคมที่กฎหมายนั้นตั้งอยู่ รวมถึงเปิดรับวิธีการศึกษาให้กว้างทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ การใช้วิธีการศึกษากฎหมายโดยใช้วิธีการเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่สามารถยังทำได้ โดยนำกรอบวิธีการศึกษาในลักษณะอื่นมาประกอบในการทำความเข้าใจในเรื่องนี้ อาทิ การใช้วิธีการศึกษานิติศาสตร์เชิงประจักษ์เพื่อมาประกอบการทำความเข้าใจว่า ผลลัพธ์ที่ได้รับมาจากการศึกษาเปรียบเทียบสามารถเข้ากับบริบทของสังคมไทยได้หรือไม่
อ.ดร.วริษา องสุพันธ์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การเริ่มต้นศึกษากฎหมายในเชิงสังคมวิทยากฎหมายของอาจารย์เกิดมาจากความสนใจเรื่องสิทธิของเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งหากศึกษาในเชิงกฎหมายตามขนบทั่วไปจะพบว่า สิทธิของเด็กได้รับการรับรองจากพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว แต่เมื่อศึกษากฎหมายโดยใช้วิธีการศึกษาในลักษณะอื่นจะทำให้พบว่า สิทธิของเด็กอาจจะไม่ได้รับการรับรองจริงๆ เพราะหากใช้กรอบในเชิงสังคมวิทยากฎหมายมาพิจารณา จะเห็นได้ว่า สิทธิไม่ได้ถูกรับรองไว้เพียงเฉพาะที่อยู่ในกฎหมายเท่านั้น แต่สิทธิของเด็กจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองจากสังคมที่เด็กนั้นตั้งอยู่
ในมุมมองของอาจารย์มองว่า สังคมวิทยากฎหมายอาจจะไม่จำเป็นต้องมีการตั้งวิชาขึ้นอย่างเป็นกิจลักษณะ แต่สามารถนำมาปรับใช้ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการศึกษาที่ใช้ในการทำความเข้าใจกฎหมาย
ข้อจำกัดของการศึกษาในเชิงสังคมวิทยากฎหมายมีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ประการแรก ข้อจำกัดด้านทุนในการศึกษา ประการที่สอง ข้อจำกัดด้านเวลา และประการที่สาม ข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ในเชิงวิธีการศึกษา
อ.ดร.ประกีรติ สัตสุต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สังคมวิทยาก็มีพัฒนาการของตัวเองเช่นกันกับศาสตร์อื่นๆ การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายเกิดขึ้นในบริบทของสังคมวิทยาสมัยใหม่ โดยนักสังคมวิทยาที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันสังคมวิทยาให้เป็นสมัยให้ความสำคัญกับกฎหมายในฐานะเป็นวัตถุในการศึกษาที่สำคัญของสังคมวิทยา โดยมองว่ากฎหมายเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการจัดระเบียบของสังคมให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นอารยะ ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการพยายามทำความเข้าใจบทบาทของกฎหมายให้มากขึ้น
สังคมวิทยาอธิบายปรากฏการณ์ว่า ความสัมพันธ์ของกฎหมายที่มีความเปลี่ยนแปลงไปตามสังคม โดยกฎหมายเกิดขึ้นมาจากบริบทของสังคมในแต่ละช่วงเวลาโดยอาจจะเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปเมื่อสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาคดี Roe v. Wade ได้วางหลักการในการของสิทธิของผู้หญิงที่จะทำแท้ง แต่ในรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป ได้มีการลบล้างบรรทัดฐานจากคดี และทำให้การทำแท้งการเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย
ในต่างประเทศอาจจะมองสังคมวิทยากฎหมายในลักษณะที่แตกต่างกันไป เพราะในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาสังคมวิทยากฎหมายในฐานะกระแสหลักของการศึกษากฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาสังคมวิทยากฎหมายในฐานะทางเลือก แต่ในต่างประเทศญาณวิทยา (การศึกษาความรู้) ของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมองว่า กฎหมายที่แยกออกต่างหากจากสังคมจะทำให้ขาดบริบทและการทำความเข้าใจสังคม และทำให้กฎหมายไม่อาจบรรลุเป้าหมายทางสังคมได้ ในขณะเดียวกันมุมมองของความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในต่างประเทศถูกนำออกจากการเป็นสาขาวิชาของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไปสู่การเป็นพื้นที่ของสังคมที่หลากหลาย
สังคมวิทยากฎหมายมุ่งไปที่การศึกษากฎหมายในเชิงสถาบันโดยทำความเข้าใจปัจจัยเชิงสถาบันที่เข้ามากำหนดทิศทางของกฎหมาย โดยอยู่เหนือออกไปจากการศึกษากฎหมายเฉพาะในระบบกฎหมายปกติหรือการศึกษากฎหมายตามขนบ นอกจากนี้ การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายยังให้ความสำคัญกับการศึกษาพื้นที่เชิงสถาบันของกฎหมายปรากฏอยู่ว่าในพื้นที่ลักษณะนี้ปฏิบัติการทางกฎหมายทำงานอย่างไร
ในการศึกษากฎหมายในเชิงสังคมวิทยาอาจจะศึกษาได้กับกฎหมายหลายๆ ประเด็น อาทิ รัฐธรรมนูญ ตัวอย่างของหัวข้อทางสังคมวิทยาที่มีความสำคัญและควรลองหยิบมาศึกษา การทำความเข้าใจอำนาจของความรู้และอำนาจในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ โดยศึกษาบุคคลที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญ
การศึกษาสังคมวิทยาอาจจะไม่จำเป็นต้องศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีแบบประจักษ์ก็ได้ โดยอาจจะใช้วิธีการศึกษาทางเอกสารเป็นหลัก หรือกรณีต้องมีการเก็บข้อมูลอาจจะศึกษาโดยลงพื้นที่ภาคสนามและเก็บข้อมูลผ่านการสังเกตการณ์ของปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งวิธีการศึกษานี้จะสะท้อนให้เห็นปรัชญาของการศึกษาแบบสังคมวิทยากฎหมาย ซึ่งไม่สามารถใช้การศึกษาแบบนิติศาสตร์กระแสหลักมาอธิบายได้
หมายเหตุ
บทความนี้สรุปมาจากการเสวนาการศึกษาสังคมวิทยากฎหมายในไทย: ข้ามให้พ้นจากนิติศาสตร์ทางเลือก ในการประชุมวิชาการธรรมศาสตร์-นิติพัฒน์ ครั้งที่ 8
ผู้สรุป: ทีมงาน E-Public Law
RELATED POSTS
Summaries – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย
สรุปโดย: พรพิมล เทพพิทักษ์สรุปโดย: พรพิมล เทพพิทักษ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดงานฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งการก่อตั้งพร้อมทั้งได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศไทย...
ความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย ภายใต้คำตัดสินยุบพรรคก้าวไกล
ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะได้มีคำวินิจฉัยที่สำคัญและสะท้อนต่อความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตยในประเทศไทย ผ่านการยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งและได้ที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งปีที่ผ่านมา
ศาลรัฐธรรมมีมติไม่รับคำร้อง กรณีเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นการโหวตซ้ำ
วันนี้เวลา 12.40 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญโดยระบุว่า กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากผู้ร้องเรียนทุกคนไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเรียนได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213



