ศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนพิจารณาคำร้อง กรณีเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นการโหวตซ้ำ

3 สิงหาคม 2566 | NEWS

E-Public Law

วันนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญโดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญให้เลื่อนการสั่งคำร้องกรณีคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ว่า กรณีรัฐสภา (ผู้ถูกร้อง) มีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่สอง เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน เนื่องจากคำร้องนี้มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีประเด็นเชิงหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ย้อนกลับไปดูที่มาของเรื่องนี้

ภายหลังจากการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 เพื่อรับรองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี 324 เสียง ไม่ชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 199 เสียง เท่ากับว่ามติที่ประชุมรัฐสภาไม่เห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 159

ต่อมาที่ประชุมรัฐสภาได้มีการประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากที่ประชุมได้พิจารณาข้อหารือตามที่ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 จังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอว่าการเสนอชื่อของนายพิธาอีกครั้งหนึ่งเข้าข่ายเป็นญัตติที่รัฐสภาตีตกไปแล้ว  ดังนั้น กรณีเสนอชื่ออีกครั้ง ถือว่าขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41

ในท้ายที่สุดนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ขอให้ที่ประชุมลงมติว่า การเสนอชื่อนายพิธาให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกมนตรี อีกรอบขัดกับข้อบังคับการประชุมข้อ 41 หรือไม่ โดยผลการลงมติปรากฏว่า เสียงข้างมากเห็นว่าการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำอีกรอบเป็นการขัดข้อบังคับการประชุมข้อ 41 (มติ 395 เสียง ต่อ 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง) ดังนี้ พรรคการเมืองไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำได้ในสมัยการประชุมนี้

ผลการลงมติดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการทางด้านกฎหมายมหาชนเป็นจำนวนมากว่า การลงมติดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความเห็นว่า “…เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯไว้เป็นการเฉพาะแล้ว น่าสงสารประเทศไทย…ผิดหวัง ส.ส.คนที่ไปร่วมลงมติห้ามเสนอชื่อซ้ำ แม้คุณจะอยู่ฝ่ายค้านคุณก็ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องทิ้งความเป็นฝ่ายค้าน ทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่การตีความของรัฐสภาไม่เป็นที่สุด คนที่คิดว่าสิทธิของตนถูกกระทบ ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ ว่ามติรัฐสภาซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าผู้ตรวจการไม่ส่งศาล ผู้นั้นยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้…ผมจะรอดูคำร้องว่าการกระทำของรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญครับ และจะดูว่าศาลรัฐธรรมนูญว่ายังไง สอนรัฐธรรมนูญมาสามสิบกว่าปีต้องทบทวนแล้วว่าจะสอนต่อไหม” หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นว่า “คงจะมีแต่ประเทศไทย ที่อ้าง กฎเกณฑ์ที่ไม่ใช่กฎหมาย อย่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไปใหญ่เหนือกว่า กฎเกณฑ์ที่เป็นกฎหมายสูงสุด อย่างรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาได้กลายเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยไปเสียแล้ว”

การยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

ภายหลังจากการลงมติในวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกรัฐสภาและประชาชน จำนวน 17 คำร้องเรียน โดยผู้ร้องเรียนขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมปรึกษาหารือและเห็นชอบร่วมกันให้เสนอข้อร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยจากพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนว่าเข้าองค์ประกอบ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ ในการเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยเห็นว่า รัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตย รัฐสภาจึงถือเป็นหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ หากการกระทำของรัฐสภาละเมิดสิทธิเสรีภาพ ย่อมถูกตรวจสอบได้โดยศาลรัฐธรรมนูญและการกระทำของ “รัฐสภา” ในการลงมติวินิจฉัยว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีถือเป็น “ญัตติ” ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 นั้น เป็นการนำข้อบังคับการประชุมไปทำให้กระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดเรื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม มาตรา 159 ประกอบ มาตรา 272 การกระทำของรัฐสภาดังกล่าวจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มีผลให้การกระทำของรัฐสภาในการลงมติวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนโดยตรง

ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อไป

ประเด็นที่น่าสนใจและควรจะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวอย่างไร ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้มีตั้งแต่ประเด็นเบื้องต้นแบบผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะทำให้สามารถเสนอเรื่องมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และอีกประเด็นที่ควรจะพิจารณาคือ ขอบเขตของญัตติในที่นี้มีขอบเขตเพียงใด และจะถือว่ากรณีนี้เป็นเสมือนญัตติทั่วไปหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามความเห็นของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ผู้สรุป: ทีมงาน E-Public Law

RELATED POSTS

Summaries – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย

Summaries – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย

สรุปโดย: พรพิมล เทพพิทักษ์สรุปโดย: พรพิมล เทพพิทักษ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดงานฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งการก่อตั้งพร้อมทั้งได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศไทย...

ความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย ภายใต้คำตัดสินยุบพรรคก้าวไกล

ความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย ภายใต้คำตัดสินยุบพรรคก้าวไกล

ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะได้มีคำวินิจฉัยที่สำคัญและสะท้อนต่อความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตยในประเทศไทย ผ่านการยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งและได้ที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งปีที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมมีมติไม่รับคำร้อง กรณีเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นการโหวตซ้ำ

ศาลรัฐธรรมมีมติไม่รับคำร้อง กรณีเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นการโหวตซ้ำ

วันนี้เวลา 12.40 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญโดยระบุว่า กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากผู้ร้องเรียนทุกคนไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเรียนได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์บนเว็บไซต์ที่ดีที่สุด และเพื่อจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาบริการของเรา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ View more
ยอมรับ
ปฏิเสธ

Pin It on Pinterest

Share This

Discover more from E-publiclaw

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading